โรคสตรีรักษาบำบัดแบบธรรมชาติ

โรคสตรีรักษาบำบัดแบบธรรมชาติ
ดีใจ

โรคสตรีรักษาบำบัดแบบธรรมชาติ

    อาการเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่างซึ่งเกิดเฉพาะในผู้หญิงเท่านั้น อาจทำให้เราหมดความมั่นใจในตัวเอง แต่ถ้าไม่อยากกินยา การใช้วิธีบำบัดทางธรรมชาติ ก็ช่วยให้ 5 อาการเหล่านี้ดีขึ้น

                ปัญหาความยุ่งยากของสุขภาพในผู้หญิงทำให้เกิดทั้งความเจ็บปวดทางร่างกาย แล้วยังมีผลต่อความเชื่อมั่นในตัวเองและชีวิตทางเพศสัมพันธ์ นิตยสารอาหารและสุขภาพ ได้แปลบทความเรื่อง Women’s Wellness ที่ Beth Wicks เป็นผู้เขียนขึ้น เพื่อแนะนำวิธีรักษาแบบธรรมชาติที่จะให้ผลดีใน 5 โรคที่เกิดกับสุภาพสตรีต่อไปนี้

อาการก่อนหมดรอบเดือน

อาการก่อนหมดรอบเดือน (Premenstrual syndrome-PMS) คืออะไร

                ในช่วงหนึ่งหรือสองสัปดห์ก่อนที่จะมีรอบเดือน สตรีหลายพันคนประสบกับอาการหลายอย่างทั้งทางกายและจิตใจ ซึ่งเหล่านี้นับว่าเป็นอาการของ PMS สาเหตุของโรคนี้เป็นที่ทราบกันว่าเกิดจากระดับฮอร์โมนที่ขึ้น ๆ ลง ๆ และการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง

อาการ

                อาการมากมายที่เกิดขึ้นได้แก่ ปวดที่ช่องท้องและเชิงกราน, ท้องอืด, อ่อนเพลีย, หน้าอกกดเจ็บ, ปวดศีรษะ, หงุดหงิด, ร้องไห้, อยากอาหารและอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับแต่ละคน สำหรับบางคนแล้ว PMS เป็นเพียงอาการที่ทำให้รู้สึกไม่สะดวกเล็กน้อย แต่บางคนก็ถึงขั้นไม่สามารถทำอะไรในวันนั้นได้เลย

การบำบัดแบบธรรมชาติ

โภชนาการ

      : แคลเซียม, แมกนีเซียม, ปอแตสเซียม, ไวตามิน บี 6, ไวตามิน อี และกรดโฟลิก ล้วนช่วยบรรเทาอาการ PMS ดังนั้น ให้รับประทานอาหารที่อุดมด้วยไวตามินและเกลือแร่เหล่านี้ ลดการบริโภคเกลือ, น้ำตาล และแอลกอฮอล์ ซึ่งจะช่วยลดอาการท้องอืดและอาการกดเจ็บที่หน้าอก ส่วนการเลิกบริโภคคาเฟอีน และรับประทานอาหารมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อย ๆ จะช่วยควบคุมอารมณ์ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ของ อาการวิตกกังวลและซึมเศร้า

 

การฝังเข็ม

      : นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บตามธรรมชาติแล้ว การฝังเข็มยังเป็นการรักษา PMS ที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพสตรีอื่น ๆ ด้วย ทั้งการมีรอบเดือนผิดปกติหรือรอบเดือนมามาก และเนื้อเยื่อพังผืดที่ทางเดินปัสสาวะ ทางการแพทย์โบราณของจีนระบุว่า การติดขัดของพลังจากตับหรือลมปราณ (qi) ติดขัด เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการของ PMS โดยเฉพาะอาการกดเจ็บที่หน้าอกและท้องอืดรวมทั้งตะคริวที่ท้อง นักบำบัดด้วยการฝังเข็มจะใช้เทคนิคที่จะช่วยให้การไหลเวียนของพลังงานกลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง จึงช่วยในการควบคุมวงจรการทำงานของรังไข่ ทำให้สมดุลของฮอร์โมนดีขึ้น และควบคุมการไหลเวียนของโลหิตไปสู่มดลูก ผู้ที่รับการรักษาด้วยการฝังเข็มที่เหมาะสมมีความรุนแรงของอาการ PMS ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อทำร่วมกับการออกกำลังกาย, ยืดหยุ่น และบริหารการหายใจ

 

ช็อกโกแลต

      : ทฤษฎีที่อธิบายถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างความอยากช็อกโกแลตกับ PMS ที่มีแนวโน้มไปในทางที่ออกจะแปลก ๆ สักหน่อย แต่การวิจัย ก็ยังแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมีความสัมพันธ์กันกับประดับเซโรโตนินที่เปลี่ยนแปลงระหว่างรอบเดือน จุติธเจ เวิร์ทแมน อดีตผู้อำนวยการของ Women’s Health ของศูนย์วิจัย MIT Clinical Research Centre และเป็นผู้ร่วมแต่งหนังสือ The Serotonin Power Diet กล่าวว่า “จึงมีเหตุผลดีที่ว่าทำไมผู้หญิงที่มีอาการ PMS จึงอยากอาหารเย็นที่มีบราวนี่ที่มีช็อกโกแลตราดหน้าอีกที่หนึ่งเสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีมช็อกโกแลต !”

ไม่สบาย

อาการร้อนวูบวาบ (Hot flushes) คืออะไร

                ราว 75 เปอร์เซ็นต์ของสตรีจะพบกับอาการร้อนวูบวาบในขณะที่ย่างเข้าสู่วัยหมดรอบเดือน อาการคือรู้สึกถึงคลื่นร้อนวูบอย่างมากผ่านไปทั่วร่างกาย ทำให้เหงื่อแตกและรู้สึกไม่สบายเป็นอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ซับซ้อนทำให้เกิดอาการในช่วงนี้ของชีวิต โดยเฉพาะการที่ระดับเอสโตรเจนตกลงคาดว่าเป็นสาเหตุของอาการที่ว่านี้

อาการ

                อาการร้อนอย่างรุนแรงมักเริ่มขึ้นที่ส่วนบนของร่างกาย มีเหงื่อออกเป็นอย่างมากทั้งใบหน้าจะมีอาการร้อนวูบ, หน้าแดง อาจมีอาการหัวใจเต้นอย่างเร็ว, เหงื่อแตกและรู้สึกหนาวหลังอาการร้อนวูบผ่านไป ความถี่และความยาวของการเกิดอาการร้อนวูบวาบนี้แตกต่างกันไป อาการมักจะหายไปหลังจากนั้นไม่กี่นาที

การบำบัดแบบธรรมชาติ

การเปลี่ยนวิถีชีวิต

      : พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไปกระตุ้นทั้งความถี่และความรุนแรงของอาการลง เช่น ความเครียด, เสื้อผ้าที่คับ, ความร้อน, บุหรี่, คาเฟอีน, แอลกอฮอล์ และอาหารที่มีรสเผ็ด

 

การบำบัดด้วยสมุนไพร

      : สมุนไพรหลายอย่างที่ช่วยลดความถี่ของการเกิดอาการร้อนวูบวาบลงรวมทั้งช่วยบรรเทาอาการอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องด้วย เหล่านี้ได้แก่ น้ำมันอีฟนิ่งพริโรส, เซจ, โสมเกาหลี, เมล็ดฝ้าย, sarsaparila, ตังกุย, แปะก๊วย, รากแวเลอเรียน, ใบราสป์เบอร์รี, spearmint, damiana, motherwort, chasteberry, แบล็คโคโฮช, รากชะเอมเทศ, และกลอย (wildyam)

 

การบำบัดด้วยการรับรู้และพฤติกรรม (Cognitive behavioral therapy – CBT)

      : จากการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ระบุว่า อาการของการหมดรอบเดือน รวมทั้งอาการร้อนวูบวาบนี้ สามารถทำให้ดีขึ้นได้ด้วย CBT ซึ่งมุ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถแยกแยะความคิดและความรู้สึกที่กำลังมีผลในทางลบต่อสุขภาพ ไมร่า ฮันเตอร์ หัวหน้านักวิจัยและเป็นที่ปรึกษาที่คลินิกทางจิตที่ London’s Kings College พบว่าสตรีที่ทำการบำบัดด้วย CBT เป็นประจำทุกสัปดาห์รู้สึกได้ชัดเจนถึงอาการร้อนวูบวาบที่สั้นลง

 

ถั่วเหลือง

      : สตรีชาวเอเชียดูจะพบกับอาการที่รุนแรงน้อยกว่าสตรีอื่น ๆ ต้องยกให้กับอาหารที่อุดมด้วยถั่วเหลือง ซึ่งอุดมด้วยสารไอโซฟลาโวนส์ เนื่องจากสารนี้มีความเหมือนกับเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนธรรมชาติ มันจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยอาการวัยวูบวาบนี้ การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ในวารสาร Obstetrics & Gynecology สนับสนุนว่าสตรีวัยหมดรอบเดือนที่รับประทานไอโซฟลาโวนส์จากถั่วเหลืองทุกวันมีทั้งความถี่และความรุนแรงของอาการร้อนวูบวาบลดลง 50 เปอร์เซ็นต์แล้วยังมีอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ กับอาการนอนไม่หลับน้อยลงอีกด้วย ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการวิจัยทางคลินิกแบบนี้ทำให้ผู้หญิงอยากลองใช้ถั่วเหลืองมากยิ่งขึ้น

ปวดประจำเดือน

เชื้อราในช่องคลอด (Thrush) คืออะไร

                การติดเชื้อราในช่องคลอดเกิดจากการเติบโตของเชื้อยีสต์ Candida albicans อย่างรวดเร็ว ปกติเชื้อนี้จะมีอยู่เล็กน้อยในบริเวณที่ขึ้น ๆ ของร่างกายอยู่แล้ว ทั้งที่ผิวหนัง, ปาก, ทางเดินอาหาร, และชองคลอด แต่การเจ็บป่วยบางอย่าง ความเครียดหรือการใช้ยาบางชนิดอาจไปทำให้สมดุลที่เปราะบางเสียไปทำให้ยีสต์ชนิดนี้เติบเป็นอย่างมาก

อาการ

                คันหรือแสบที่ช่องคลอด มีน้ำข้นเหนียวสีขาวไหลออกมาและรู้สึกเจ็บแสบเวลาถ่ายปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์ ด้านนอกอาจรู้สึกเจ็บแสบและบวม


การบำบัดแบบธรรมชาติ

โภชนาการ

      : น้ำตาลเป็นอาหารของแคนดิด้า ดังนั้นให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาล และยีสต์ เช่นขนมปัง, พาสต้า, เค้ก, แอลกอฮอล์ และผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้แห้ง อาหารที่ช่วยต่อสู้กับยีสต์ที่เจริญมากเกินไปและช่วยเพิ่มการทำงานของภูมิคุ้มกันไปพร้อมกันได้แก่ โยเกิร์ต, น้ำกะทิ, กระเทียมสด และน้ำมันกระเทียม, น้ำส้มสายชูแอปเปิลไซเดอร์, น้ำมันกานพลู และน้ำมันมะพร้าว หลายอย่างของสิ่งเหล่านี้ยังสามารถใช้ทาที่ผิวได้โดยตรง เพื่อช่วยบรรเทาอาการอีกด้วย

 

ทำการตรวจ

      : การศึกษาหลายครั้งแนะว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของคนเรามีอาการไม่สามารถทนต่ออาหารได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่วนมากเป็นอาหารนม, ข้าวสาลีและกลูเต็น หากไม่สามารถย่อยอาหารดังกล่าวได้ ก็จะถูกหมักอยู่ในทางเดินอาหารกระตุ้นการขยายตัวของยีสต์ ส่วนไทรอยด์ที่ทำงานต่ำกว่าปกติก็เป็นสาเหตุอีกอย่างที่ทำให้แคนดิด้าเติบโต ภูมิคุ้มกันลดลงและทำให้การย่อยอาหารบกพร่อง จึงสมควรที่จะไปตรวจร่างกายด้วย

 

อาหารเสริม

      : ดอกเตอร์มาริน เกล็นวิล นักโภชนาการชั้นนำแนะนำว่าสตรีที่การติดเชื้อยีสต์ควรรับประทานอาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ได้แก่ วิตามินอี, วิตามินบี และสังกะสี เพื่อช่วยให้การรักษาเร็วขึ้นและช่วยต่อสู้การติดเชื้อ ให้รับประทานโปรไบโอติคส์ทุกวันด้วยเพื่อช่วยเพิ่มแบคทีเรียที่ดีในช่องคลอด

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) คืออะไร

                กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (cystitis หรือ painful bladder syndrome – PBS) หมายถึงการอักเสบที่เยื่อบุกระเพาะปัสสาวะ มักเกิดขึ้นเมื่อท่อนำปัสสาวะซึ่งปกติเป็นที่ปลอดเชื้อเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียขึ้นมาทำให้เกิดระคายเคืองและอักเสบ

อาการ

                อาการแตกต่างกันออกไปและแตกต่างกันตามเวลา บางทีก็โชคดีที่มีอาการไม่รุนแรงอะไร แต่บางทีก็เกิดอาการถ่ายปัสสาวะบ่อยเรื้อรังและกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ตามด้วยท้องอืดและรู้สึกไม่สบายเป็นอย่างมาก

การบำบัดแบบธรรมชาติ

โภชนาการ :

      ดื่มน้ำให้มากเพื่อช่วยชะล้างเอาแบคทีเรียออกไปจากระบบ ซึ่งช่วยบรรเทาอาการและป้องกันไม่ให้อาการกลับมาเป็นอีก น้ำแครนเบอร์รีที่ไม่เติมน้ำตาลก็รักษาได้ผลดี แต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม, เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และเครื่องดื่มน้ำส้มน้ำมะนาวจะให้ผลในทางลบ ทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบมากยิ่งขึ้น อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดและ/หรือ ไทรามีน (tyramine) ก็มีแนวโน้มที่จะกระตุ้น และ/หรือ ทำให้อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบแย่ลง เหล่านี้รวมทั้งแอลกอฮอล์, ชีส, โยเกิร์ต, กล้วย, อะโวคาโด้, มะเขือเทศ, ส้ม, มะนาว, แครนเบอร์รี (ไม่ใช่น้ำแครนเบอร์รี-ผู้แปล) และสับปะรด

 

อาหารเสริม :

      กระเทียม ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและยังมีคุณสมบัติต่อต้านแบคทีเรียและรา ช่วยกำจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ กระเทียมดิบจะให้ผลมากที่สุด และใช้รับประทานเป็นอาหารเสริมก็ได้ เกล็นวิลยังแนะนำให้รับประทานเบต้าแคโรทีนและสังกะสีเป็นอาหารเสริมด้วย ทั้งคู่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่มีฤทธิ์แรงและช่วยรักษาให้หายเร็วขึ้น และป้องกันการติดเชื้อไม่ให้กลับมาเป็นอีก

 

บริหารกระเพาะปัสสาวะ :

      สตรีบางคนสามารถลดอาการถ่ายปัสสาวะบ่อยลงได้โดยการบริหารกระเพาะปัสสาวะซึ่งมีวิธีแตกต่างกันออกไป แต่พื้นฐานก็คือให้ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะในเวลาที่กำหนดไว้แล้ว และใช้เทคนิคการผ่อนคลายและการขมิบ เพื่อช่วยให้ทำตามตารางได้ เมื่อค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ผู้ป่วยก็จะสามารถยืดเวลาระหว่างการถ่ายปัสสาวะออกไปได้

 

โรคสตรี

เยื่อพังผืด (Fibroids) คืออะไร

                เนื้อเยื่อพังผืดที่มดลูกไม่ได้เป็นเนื้อเยื้อร้ายแรง ไม่ได้เป็นมะเร็ง เกิดขึ้นที่ผนังมดลูกในช่วงอายุเจริญพันธุ์ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปละพบได้ในสตรีจำนวนถึง 50 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุยังไม่เป็นที่ทราบ แม้ว่าสตรีที่เป็นมักจะมีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นมาแล้ว

อาการ

                แม้ว่าเนื้อเยื่อที่ว่านี้มักจะมีขนาดเล็ก และไม่ได้สร้างปัญหาอะไร แต่พังผืดก็อาจเติบโตขยายขึ้นมากพอที่จะทำให้เกิดอาการปวดรอบเดือน, รู้สึกไม่สบายในช่องท้อง, ท้องอืด, เจ็บเชิงกราน, ปวดศีรษะ, ปัสสาวะบ่อย และเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ เนื้อเยื่อที่เติบโตนี้ มีแนวโน้มว่าจะหดตัวหรือหายไปหลังวัยหมดรอบเดือนเมื่อร่างกายของผู้หญิงหยุดสร้างเอสโตรเจนในปริมาณมาก


การบำบัดแบบธรรมชาติ

สมุนไพร

      : มีการใช้แดนดิโลอัน, มิลค์ ธิสเซิ่ล, สารสกัดจากเชสท์เบอร์รีและเยลโลว์ด็อค ในการขจัดเอสโตรเจนส่วนเกินออกไป, ช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมน และลดการอักเสบ จึงทำให้เยื่อพังผืดหดตัวลง และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก นอกจากนี้ก็ยังมีสมุนไพรแบล็ค โคโฮช, โสมไซบีเรีย, เรดโคลเวอร์, โกลเต้นชีล, เรดราสป์เบอร์รี, รากชะเอมเทศ, ตังกุย, มาเธอร์เวิร์ธ และสารสกัดโอเลียนเดอร์ (oleander extract) การใช้ถุงใส่น้ำมันละหุ่งอุ่น ๆ หรือนำมาแช่ในชาขิงร้อน ๆ แล้วนำมาวางไว้ที่หน้าท้องก็ช่วยให้พังผืดหดตัว และบรรเทาอาการเจ็บได้ดี

 

Aviva method

      : เป็นการบริหารร่างกายในระดับปานกลางเป็นขั้นตอน ซึ่งเมื่อทำเป็นประจำจะช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตที่บริเวณเชิงกรานและที่ท้องส่วนล่างดีขึ้น ทำให้อวัยวะภายในแข็งแรงและช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนในสตรี แล้วยังช่วยสตรีที่ปัญหาการเจริญพันธุ์และบรรเทาอาการของพังผืด, อาการก่อนมีรอบเดือน, เนื้อเยื่อมดลูกงอกออกมาข้างนอก (endometriosis), น้ำหนักตัวเพิ่มเนื่องจากฮอร์โมน และอาการจากการหมดรอบเดือน

 

                Emi Bisztray ผ่านการผ่าตัดเอาเยื่อพังผืดส่วนเกินออกโดยการผ่าตัดแบบส่องกล้อง เธอได้พบกับวิธีแบบ Aviva ในขณะที่มองหาการรักษาทางเลือกสำหรับอาการทางฮอร์โมนหลังการผ่าตัด

 

                “การใช้วิธี Aviva ทำให้ดิฉันเรียนรู้ที่จะระแวดระวังระบบสืบพันธุ์ของตัวเองและเรียนรู้ที่จะควบคุมร่างกายตัวเองจากการบริหารทุกวันและทำให้มดลูกแข็งแรงขึ้น ดิฉันมีอาการดีขึ้นเร็วกว่าและลดน้ำหนักตัวที่ไม่ต้องการออกไปได้ในเวลาไม่กี่เดือน ตอนนี้ผ่านมาได้สี่ปี ดิฉันเพิ่งมีบุตรคนแรกการผ่าตัดคลอดเป็นไปอย่างราบรื่น Aviva Method ช่วยได้มากทีเดียว”

 

ทำอารมณ์ให้เย็น

      ความเครียดมีผลอย่างมากต่อสุขภาพของสตรี ความเครียดทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติโซลซึ่งไปเพิ่มระดับน้ำตาลนเลือด ซึ่งไปเป็นอาหารให้กับเชื้อยีสต์แคนติด้า และทำให้เกิดการติดเชื้อยีสต์ที่ช่องคลอด (thrust) ความทั้งทำให้อาการร้อนวูบวาบและอาการก่อนมีรอบเดือนรุนแรงยิ่งขึ้น ศาสตราจารย์โมว่า ฮันเตอร์ กล่าวว่า “ไม่ว่าจะมีอาการทางร่างกายแบบใดก็ตาม ถ้าเรามีการบริหารจัดการที่ดีก็จะทำให้เกิดความแตกต่างได้เป็นอย่างมาก”

 

                การทำสมาธิ, การนวด, การใช้สารหอมระเหย และโยคะ เป็นส่วนหนึ่งในวิธีธรรมชาติที่ช่วยลดความเครียดและทำให้เกิดการผ่อนคลาย ตัวอย่างเช่นการหายใจเข้าท้องอย่างช้า ๆ และลึกก็เป็นวิถีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดอย่างหนึ่งในการรักษาอาการร้อนวูบวาบจากการหมดรอบเดือน และแสดงให้เห็นว่าช่วยลดการติดเชื้อในช่องคลอดลงได้ครึ่งหนึ่ง ลองให้เวลาส่วนตัวกับตัวเองเพื่อผ่อนคลายและคลายเครียด ลองวิธีบำบัดแบบธรรมชาติ เรียนรู้ที่จะแสดงออกทางอารมณ์กับเพื่อนที่ใกล้ชิดหรือเขียนลงบันทึกส่วนตัว และให้แน่ใจด้วยว่าคุณนอนหลับอย่างเพียงพอ

 

ขี่จักรยาน

      การออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น การเดินเร็ว, จ็อกกิ้ง, ว่ายน้ำหรือขี่จักรยานช่วยให้ร่างกายกำจัดพิษและควบคุมการตกไข่ การเพิ่มระดับการออกกำลังกายแสดงให้เห็นแล้วว่าช่วยลดอาการก่อนมีรอบเดือน, ลดความรุนแรงของอาการก่อนมีรอบเดือน, ลดความรุนแรงของอาการร้อนวูบวาบ และช่วยรักษาสตรีที่ป่วยด้วยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือการติดเชื้ออื่น ๆ ในช่องคลอด การออกกำลังกายยังช่วยเพิ่มระดับเอ็นดอร์ฟิน ทำให้ร่างกายทนต่อความเจ็บได้ดียิ่งขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : อาหาร & สุขภาพ

Advertisements