พิษด้วงน้ำมัน อันตรายถึงตาย ระวังแมลงหน้าฝน

พิษด้วงน้ำมัน อันตรายถึงตาย ระวังแมลงหน้าฝน

ด้วงน้ำมัน

 

พิษด้วงน้ำมัน อันตรายถึงตาย ระวังแมลงหน้าฝน

แมลงในประเทศไทยมีอยู่หลายชนิด บ้างก็มีโทษเป็นแมลงศัตรูพืช แมลงทางการแพทย์ที่เป็นพาหะนำโรคมาสู่คน บ้างก็มีประโยชน์เป็นแมลงใช้ปรุงอาหาร เช่น แมลงดานาในการปรุงน้ำพริก ตั๊กแตนทอด ยำไข่มดแดง

      อย่างไรก็ตาม มีแมลงอยู่ชนิดหนึ่งที่ผู้คนมักเข้าใจผิดคิดว่า สามารถรับประทานได้ จึงนำมาเผาเพื่อบริโภค จะเกิดอันตรายทำให้เสียชีวิต แมลงชนิดนั้นคือ “ด้วงน้ำมัน” โดยพบอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 ครั้งแรก เกิดที่อำเภอเทิน จังหวัดลำปาง ชาวบ้านนำ ด้วงน้ำมัน มาคั่วเกลือรับประทานแกล้มเหล้า 7-8 ตัว แล้วเสียชีวิต ครั้งต่อมาเกิดที่อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม เด็ก 2 คนนำ ด้วงน้ำมัน ที่จับได้จากต้นแคมาเผารับประทาน เด็กที่รับประทาน 3 ตัว เสียชีวิต ส่วนเด็กที่รับประทาน 2 ตัว มีอาการสาหัส ครั้งล่าสุดเกิดที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ชาวบ้านนำ ด้วงน้ำมัน ไปปรุงอาหารหลังประสบภัยน้ำท่วม และหลังจากกินแมลงชนิดนี้แล้วทำให้เสียชีวิตไปแล้ว 1 คน

      ด้วงน้ำมัน เป็นแมลงปีกแข็ง มีขนาดกลางถึงใหญ่ ชนิดที่พบโดยทั่วไป ที่ปีกคู่หน้าจะมีแถบสีเหลืองสลับดำอย่างละ 3 แถบ มีการเจริญเติบโตเต็มที่แบบสมบูรณ์ (complete metamorphosis) คือ ไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ และตัวเต็มวัย เรามักพบในช่วงหน้าฝน แมลงกลุ่มนี้พบหากินตามต้นไม้ต่างๆ เช่น ถั่ว มันฝรั่ง มะเขือเทศ ฝ้าย โสน ฝักกระเจี๊ยบ โดยจะบินเป็นกลุ่มมากินใบ และดอกของพืชเหล่านี้ เมื่อชาวบ้านมาพบเห็นเข้ามักจะเข้าใจผิดจับมารับประทาน โดยคิดว่าเป็นอาหาร หรือยาบำรุงกำลัง ด้วงน้ำมัน ที่พบในประเทศไทยมีประมาณ 13 ชนิด ทุกชนิดมีพิษทั้งหมด ชนิดที่พบเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากการรับประทาน ได้แก่

ด้วงน้ำมัน Mylabris phalerata

 

1.Mylabris phalerata หรือ ด้วงน้ำมันไฟเดือนห้า หรือด้วงน้ำมันเหลืองดำใหญ่ เป็นชนิดที่พบทั่วไป มีลักษณะคือ หัวอก ลำตัว และขาสีดำ มีปีกแข็ง มีลายขวางสีเหลืองส้มสลับดำ โดยจะเป็นเหลืองส้ม 3 แถบ ดำ 3 แถบ ลำตัวยาว 2-3.5 ซม.

ด้วงน้ำมันหัวสีส้ม epicauta hirticornis

 

2.Epicauta hirticornis มีลักษณะคือ หัวสีส้มน้ำตาล อก ลำตัว ขา และปีกสีดำ ไม่มีลายบนปีกแข็ง ขนาดของลำตัวยาว 1.5-2.2 ซม.

ด้วงน้ำมัน Epicauta maliculi

 

3.Epicauta maliculi ลำตัวมีขนาดยาวประมาณ 2-3 ซม. มีลักษณะสำคัญคือ ปีกคู่หน้ามีสีเหลืองและปลายปีกสีดำ หัวสีแดง

อันตรายจากแมลงชนิดนี้ เกิดจากสารพิษชนิดแคนทาริดิน (Cantharidin) อยู่ในตัวของแมลง มีคุณสมบัติเป็นกรด  และมีกลิ่นเหม็นอยู่ในของเหลวที่อยู่ตรงช่องในลำตัวของแมลง สามารถดูดซึมได้ทางผิวหนัง และเยื่อเมือกได้ดี ด้วงน้ำมัน 1 ตัว มีสารแคนทาริดิน ประมาณร้อยละ 1.4 หรือ 7 มิลลิกรัม เมื่อถูกรบกวน ด้วงน้ำมัน จะขับสารพิษออกมาทันที หากสัมผัสถูกผิวหนังจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรง ปวดแสบปวดร้อน และเกิดเป็นตุ่มพุพองอักเสบ ถ้าเข้าตาจะทำให้ตาอักเสบจนถึงทำให้ตาบอดได้ ถ้าผู้ป่วยที่รับประทานด้วงน้ำมันตั้งแต่ 3 ตัวขึ้นไป จะมีอาการคล้ายถูกไฟไหม้พอง คออักเสบ กลืนอาหารลำบาก ปวดท้อง คลื่นไส้ อุจจาระร่วง อาเจียนเป็นเลือด ความดันโลหิตลดลง ปัสสาวะเป็นเลือด ไตวายเฉียบพลัน สลบ และอาจเสียชีวิตได้ สารพิษชนิดนี้จะไม่ถูกทำลายแม้นำแมลงมาเผา หรือนำมาปรุงเป็นอาหาร และความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษที่ได้รับ

      วิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุด คือห้ามจับแมลงที่มีลักษณะดังกล่าวมากินโดยเด็ดขาด และไม่ไปสัมผัสกับแมลงเหล่านี้โดยตรง รวมทั้งห้ามกินแมลงชนิดใดๆ ที่ไม่รู้จัก หากร่างกายสัมผัสถูกพิษให้รีบล้างน้ำสะอาด หรือเช็ดด้วยแอมโมเนียทันที และไม่ควรสัมผัสบริเวณที่ถูกพิษ เพราะอาจลุกลามหรือติดเชื้อซ้ำ ควรทาแผลด้วยยาปฏิชีวนะประเภทครีม แต่ถ้าอาการรุนแรงควรไปพบแพทย์ทันที

นอกจากด้วงน้ำมันแล้วยังมีสัตว์ขาข้อมีพิษอีกหลายชนิด ที่เราไม่คิดว่าจะทำอันตรายสู่คนได้ เช่น กิ้งกือที่พบในต่างประเทศบางชนิด ซึ่งมีสารพิษอยู่ที่ต่อมข้างลำตัว แต่โชคดีที่ชนิดที่อยู่ในประเทศไทย ไม่พบว่ามีพิษที่ทำอันตรายคนได้ หรือแม้กระทั่งไข่แมงดาทะเลที่คนไทยนิยมรับประทาน พบว่าชนิดที่กินได้มีเพียงแมงดาจานเท่านั้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ผศ.ดร.จิราภรณ์ เรืองสิทธิชัย ภาควิชากีฏวิทยาการแพทย์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

Advertisements