ผู้หญิง คือ เหยื่อ ของสงคราม

ผู้หญิง คือ เหยื่อ ของสงคราม

ผู้หญิง คือ เหยื่อ

ผู้หญิง คือ เหยื่อ ของสงคราม

ผู้เชี่ยวชาญยูเอ็นระบุในรายงานพิเศษ “สตรี สงคราม และสันติภาพฯ” กว่า 70% ของเหยื่อสงครามยุคใหม่เป็นพลเรือนขณะที่เรือนร่างของผู้หญิงกลายเป็นสนามรบและตกเป็นเครื่องมือสร้างความอับอาย

หลังจากที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้สั่งการให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ศึกษาผลกระทบของสงครามต่อชีวิตสตรี และบทบาทในการสร้างสันติภาพซึ่งกองทุนเพื่อการพัฒนาสตรีแห่งองค์การสหประชาชาติ หรือยูนิเฟม (UNIFEM) ได้ลงพื้นที่ศึกษาสถานการณ์ในพื้นที่สงคราม 14แห่งในแอฟริกา ตะวันออกกลางอเมริกาใต้ เอเชีย และยุโรปตะวันออก

โนลีน เฮย์เซอร์ ผู้อำนวยการบริหารยูนิเฟม กล่าวถึงรายงานฉบับดังกล่าวซึ่งใช้ชื่อว่า “สตรี สงคราม และสันติภาพ:ผลกระทบของสงครามและบทบาทของสตรีในการสร้างสันติภาพจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ”ในโอกาสการเสวนาเปิดตัวรายงานฉบับนี้ที่ศูนย์ประชุมองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทยว่า จากรายงานทำให้ได้ค้นพบ ว่า “ผู้หญิงมักตกเป็นเหยื่อของสงคราม”

นอกจากนี้ความขัดแย้งในยุคปัจจุบันยังได้เปลี่ยนรูปแบบจากการสู้รบระหว่าง ทหารมาเป็นการใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือบ่อยครั้งที่ผู้หญิงเป็นเหยื่อของการข่มขืน ทารุณกรรมที่มุ่งสร้างความอับอายให้กับตัวผู้หญิงเอง สามี ครอบครัว และชุมชน

เฮย์เซอร์ในฐานะประธานการแถลงข่าว กล่าวโดยอ้างอิงเนื้อหาจากรายงานว่าผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญทั้งในช่วงสงครามและหลังการสู้รบโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการฟื้นฟูประเทศและสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้หญิงเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพ การศึกษาและเคลื่อนไหวเป็นผู้นำชุมชนในช่วงที่ผู้ชายส่วนใหญ่ไปปฏิบัติหน้าที่ในสนามรบหรือถูกสังหารเสียชีวิตอีกทั้งยังเป็นประชากรครึ่งหนึ่งของสังคม

แม้ผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญ ตามที่กล่าวมาข้างต้นผู้หญิงกลับมีบทบาทในการแก้ปัญหาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลและหน่วยงานระหว่างประเทศต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องสิทธิสตรีให้มากขึ้นและเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองและกระบวนการฟื้นฟูประเทศในช่วงหลังสงคราม รวมทั้งกระบวนการยุติธรรม

ข้อเสนอแนะดังกล่าว ถูกเน้นย้ำโดยเคลลี แอสคินผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหนึ่งในผู้ร่วมเสวนากล่าวจากประสบการณ์ที่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมในสถานการณ์หลังสงครามว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามีส่วนร่วมในทุก ๆด้านของกระบวนการยุติธรรม ทั้งในฐานะล่าม ทนาย หรืออัยการโดยเฉพาะในคดีข่มขืนหรืออาชญากรรมสงครามอื่น ๆเพื่อส่งเสริมให้ผู้หญิงกล้าที่จะเรียกร้องเพื่อสิทธิของตนเองมากขึ้นและทำให้ผู้เสียหายเข้าใจว่าความอับอายและตราบาปจากสังคมนั้นควรตกอยู่ที่อาชญากรผู้กระทำผิดและไม่ใช่ภาระที่ผู้ถูกกระทำต้องแบกรับไว้

ด้านนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ “ส.ศิวรักษ์” นักคิดนักวิจารณ์สังคมของไทยซึ่งร่วมการเสวนาครั้งนี้ก็ได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะนำข้อเสนอแนะในรายงานดังกล่าวมาใช้ปฏิบัติจริง

ทั้งนี้ ส.ศิวลักษณ์ระบุว่าหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นคือการรับฟังเสียงของประชาชนระดับล่างนอกจากนี้ผู้หญิงเองควรสร้างบทบาทอันเป็นเอกลักษณ์ของตนโดยดึงลักษณะเฉพาะของผู้หญิงซึ่งมักจะมีความเมตตา กรุณามากกว่าผู้ชายออกมาใช้ให้มากขึ้นพร้อมปิดท้ายด้วยคำกล่าวขององค์ดาไลลามะว่าสันติภาพในโลกจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่เกิดสันติภาพภายในจิตใจก่อน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นหลักอีกประเด็นหนึ่งซึ่งถูกหยิบยกขึ้นหารือในการเสวนาครั้งนี้คือ การมีส่วนร่วมของผู้ชายในการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ซึ่งอิวิเต้ โอลิเวราผู้แทนองค์กรอิสระจากติมอร์ตะวันออกระบุว่าสันติภาพที่แท้จริงนั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความร่วมมือจากผู้ชายโดยเริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัวขณะที่แอสกินเสริมว่า แท้จริงแล้วผู้ชายคือผู้ที่ควรมีบทบาทนำและพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้ชายสามารถใช้อำนาจที่มีเหนือกว่าในการปกป้องผู้หญิงได้

รายงานเรื่อง “สตรี สงคราม และสันติภาพ:ผลกระทบของสงครามและบทบาทของสตรีในการสร้างสันติภาพจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ” ได้รับการตีพิมพ์ขึ้นในโอกาสครบรอบ 2 ปี ของมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1325 ว่าด้วยสตรี สันติภาพและความมั่นคง โดยเอลิซาเบ็ท เรห์น จากฟินแลนด์ และเอลเลน จอห์นสัน เชอรีฟจากไลบีเรีย เป็นผู้เชี่ยวชาญอิสระสองคนที่ได้รับการแต่งตั้งจากยูนิเฟมให้ศึกษาและประเมินผลในหัวข้อดังกล่าวโดยทั้งคู่ได้เข้าศึกษาสถานการณ์ในพื้นที่สงคราม14 แห่งในแอฟริกาตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ เอเชีย และยุโรปตะวันออก

Advertisements