วิธีฝึกเด็ก ให้รับมือกับความผิดหวังได้อย่างง่ายๆ

วิธีฝึกเด็ก ให้รับมือกับความผิดหวังได้อย่างง่ายๆ

เด็กเล่นสี วิธีฝึกเด็ก

วิธีฝึกเด็ก ให้รับมือกับความผิดหวังได้อย่างง่ายๆ

เป็น เรื่องที่ต้องยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า สังคมปัจจุบันเป็นยุคที่มีการแข่งขันสูง และมีแนวโน้มที่จะแข่งขันกันอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากการสอบเข้าเรียนในชั้นอนุบาลของเด็กเล็ก หรือการเปิดรับสมัครเพื่อแข่งขันโชว์ความสามารถพิเศษของเด็กในระดับ ประถม-มัธยม จากสภาพแวดล้อมเหล่านี้ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ยุคใหม่มีความกังวล เพราะรู้ดีว่าการเลี้ยงดูลูกด้วยความรักเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะให้ ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่งทั้งร่างกายและความคิดได้ จึงต้องอาศัยประสบการณ์ตรงจากโลกภายนอกมาช่วยเพิ่มทักษะในการดำเนินชีวิตให้ ลูกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับมือกับความพ่ายแพ้และผิดหวัง

‘พญ.โสรยา ชัชวาลานนท์’ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ผู้ทำหน้าที่จิตแพทย์ภาคสนามในรายการ The Voice Kids Thailand ได้แบ่งปันข้อมูลว่า “ช่วงอายุ 7-14 ปีของเด็ก นับว่า เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นวัยที่ให้ความสำคัญกับ การถูกยอมรับจากผู้อื่น ทั้งยังเป็นวัยที่เริ่มสร้างตัวตนหรือคาแรกเตอร์ให้กับตัวเอง หากต้องเจอการปฏิเสธจากผู้คนรอบข้าง เด็กอาจเกิดความรู้สึกผิดหวังและ เสียความมั่นใจไปเลยก็เป็นได้ แต่ถ้าเด็กได้เรียนรู้ถึง ความผิดหวังและสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองแล้ว เขา ก็จะพัฒนาเป็นคนที่แข็งแกร่งและอยู่ในสังคมได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขเช่น กัน”

เคล็ดลับที่จะฝึกเด็กให้รับมือกับความผิดหวังได้อย่างง่ายๆ มีดังนี้

1. ครอบครัวเข้มแข็ง คือ ที่พักพิงใจที่สำคัญ ครอบครัวเป็นสถาบันหลักที่อบรมเลี้ยงดูเด็กให้เจริญเติบโตทั้งด้านร่างกาย สติปัญญาและเป็นที่พึ่งทางจิตใจที่สำคัญที่สุด เมื่อเด็กเจอความผิดหวัง หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่คือต้องไม่แสดงความอ่อนแอให้ลูกเห็น เช่น ร้องไห้พร้อมกับลูก เพราะยิ่งจะทำให้เด็กเสียขวัญและรู้สึกเสียใจที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมาเสีย น้ำตา

2. ภาษากาย ความรักและความอบอุ่นที่เด็กสัมผัสได้ เมื่อ เด็กเกิดความรู้สึกผิดหวัง ทำให้ไม่พร้อมที่จะรับฟังคำพูดปลอบประโลมหรือคำอธิบายใดๆ คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงหรือพูดให้น้อยที่สุด แล้วหันมาใช้ภาษากายเพื่อแสดงการปลอบโยนและเข้าใจถึงความรู้สึกที่เด็กมี อาทิ การกอด เอามือตบไหล่หรือใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้นานขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เด็กรู้สึกว่าต่อให้เกิดอะไรขึ้นก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ก็ยังรักและเป็นกำลังใจให้เขาเสมอ

3.ไม่ซ้ำ-ไม่ย้ำ-ไม่ตำหนิ นอก จากคำตำหนิแล้วคำต้องห้ามที่ไม่ควรพูดให้เด็กได้ยิน เช่น น่าเสียดาย เพราะจะยิ่งไปซ้ำเติมภาวะจิตใจที่แย่อยู่แล้วให้หนักเข้าไปอีก

4. เป็นผู้รับฟังที่ดี พยายาม กระตุ้นให้เด็กได้เล่าหรืออธิบายถึงสิ่งที่ยังติดค้างในใจ เพื่อเป็นการระบายความรู้สึกที่ไม่สบายใจออกมา นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่อาจถามในประเด็นที่สำคัญและรับฟังคำตอบอย่างตั้งใจ เพราะเพียงแค่ได้เล่าออกมาให้ใครสักคนฟัง เด็กก็จะรู้สึกสบายใจขึ้น

5. เบี่ยงเบนความสนใจจากอดีตด้วยกิจกรรมใหม่ๆ ที่ ทำอยู่ในปัจจุบัน บางครั้งเด็กจะกังวลและยังจดจ่ออยู่กับความผิดหวังในอดีตที่ผ่านไปแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยและแนะนำโดยให้มองไปยังเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นใน อนาคตแทน

6. ความพ่ายแพ้และความผิดหวัง คือเครื่องเตือนใจ ให้เราอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ควรใช้เวลาอยู่กับเด็ก โดยเน้นพูดคุยถึงเรื่องดีๆ ในวันข้างหน้า เช่น อนาคตอยากทำอะไร รู้สึกอย่างไรถ้าวันหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิต ได้ทำสิ่งที่อยากทำมานานหรือให้เล่าประสบการณ์ดีๆ ที่ประทับใจเพื่อลดความรู้สึกในด้านลบของเด็ก

7. ค้นหาเด็กเก่งคนใหม่…ที่ซ่อนอยู่ในลูกคนเดิม คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลดความกังวลให้กับเด็กได้ ด้วยการดึงความสามารถด้านอื่นๆ ที่เด็กมีอยู่ออกมาอีก ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกมีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาความสามารถนั้นมาทดแทนได้

การเลี้ยงลูกในยุคที่มีการแข่งขันสูง คุณพ่อคุณแม่รุ่นใหม่ต้องสร้างต้นทุนชีวิตและภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเททั้งความรักและความปรารถนาดี เปิด ใจรับฟังและทำความเข้าใจในสิ่งที่ลูกพูด เพื่อหล่อหลอมให้ลูกๆ ได้เจริญเติบโตและเริ่มต้นตั้งหลักชีวิตได้อย่างแข็งแกร่งต่อไปในอนาคต

Advertisements