ขิง กระเทียม ต้นหอม ต้านหวัด

ขิง กระเทียม ต้นหอม ต้านหวัด

ขิง ต้นหอม กระเทียม

ขิง กระเทียม ต้นหอม ต้านหวัด 

3 เวลาดี กินสมุนไพรต้านหวัด

ช่วงนี้เป็นช่วงเข้าสู่หน้าหนาว มีอากาศเย็น อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยอยู่นะคะ

คนไข้ป่วยเป็นไข้หวัดกันหลายคน และสอบถามเรื่องไข้หวัดกันมาก ขอแนะนำสมุนไพรมาให้ใช้ในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเป็นไข้หวัดมาให้ค่ะ

โรคไข้หวัดเป็นโรคสามัญประจำตัวที่ทุกคนมักเป็นกันเสมอๆ ยิ่งบางคนสุขภาพอ่อนแอ ยิ่งจะป่วยกันแบบสามวันดีสี่วันไข้เลยด้วยซ้ำ วิธีป้องกันแก้ไขก็มีมากมาย รู้แล้วบ้างก็ลองทำ บ้างก็ลืม วันนี้มีวิธีดูแลและอาหารมาแนะนำทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และป่วยเป็นหวัด
ปวดหัว

ก่อนเป็นไข้หวัด

โดยทั่วไปในการป้องกันไข้หวัด คนจีนมักให้ดื่มน้ำขิงร้อนๆ วันละ 1-2 แก้ว และทำให้ร่างกายอบอุ่น ด้วยการใส่เสื้อผ้ามิดชิดโดยเฉพาะที่ขาและเท้า

เนื่องจากทางการแพทย์แผนจีนบอกไว้ว่า การเป็นไข้หวัด เกิดจากลมเข้าสู่ร่างกายทางรูขุมขน หากร่างกายอุ่น ลมเย็นจะเข้าสู่ร่างกายยากขึ้น รวมถึงว่าร่างกายส่วนล่างของเรา(ขาและเท้า) เย็นง่าย จึงต้องให้ความอบอุ่นเป็นพิเศษ

ระหว่างเป็นไข้หวัด

แต่หากว่าร่างกายอ่อนแอและไข้หวัดเข้าสู่ร่างกายได้นั้น จะก่อให้เกิดอาการไข้หวัดได้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ ไข้หวัดเย็น และไข้หวัดร้อน

ไข้หวัดเย็นจะทำให้มีน้ำมูกใสไหลมาก ไม่ค่อยมีไข้ แต่มีอาการหนาวสั่นมากกว่า ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัวเป็นหลัก ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส

หากอยากไล่ข้หวัดเย็นออกจากตัว ควรกินอาหารที่มีรสเผ็ดร้อนและกลิ่นฉุนเพื่อไล่ลมเย็น เช่น ต้นหอม กระเทียม อบเชย ขิงสด โดยเป็นประเภทยำ ลาบ และน้ำตก (รสไม่จัดเกินไป) ที่มีต้นหอมและกระเทียมสด หากเป็นสมุนไพรแบบเม็ดสามารถกินอบเชยและกระเทียมได้ค่ะ

ไข้หวัดร้อนจะทำให้มีอาการไข้เป็นหลัก เจ็บคอ เสียงแหบ น้ำมูกเหลืองข้น ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

หากอยากไล่ไข้หวัดร้อนออกจากตัว ควรกินอาหารที่มีสรรพคุณเย็นและกลิ่นฉุนเพื่อไล่ลมร้อน เช่น สะระแหน่หรือใบมินต์ เต้าซี่ ดอกเก็กฮวย ใบหม่อน โดยทำเป็นชามินต์ น้ำเก็กฮวย หรือชาใบหม่อน หากเป็นสมุนไพรแบบเม็ดสามารถกินฟ้าทะลายโจรของไทยเรา เพราะเป็นยาเย็นที่รักษาไข้หวัดร้อนได้ดีเช่นกันค่ะ

แต่อย่าลืมว่า หากจะกินอาหารเป็นยาต้องกินในปริมาณมากหน่อย เพราะตัวยาในอาหารมีน้อยกว่าในสมุนไพร

หลังเป็นไข้หวัด

มีคนถามเรื่องอาการไอช่วงหลังเป็นไข้หวัดมาด้วย โดยรวมแล้วการไอแบ่งง่ายๆ ได้ว่า ไอแบบมีเสมหะ แลไอแห้งแบบไม่มีเสมหะ

การแพทย์แผนจีนบอกไว้ว่า ถ้าหายจากอาการไอแบบมีเสมหะ ต้องกำจัดเสมหะให้เหลือน้อยที่สุดก่อน เพื่อไม่ให้มีตัวกระตุ้นอาการไอ

อาหารที่ช่วยละลายเสมหะ เช่น น้ำมะนาว ผิวเปลือกส้มแห้ง ลูกกระวาน เป็นต้น หลังจากที่เสมหะน้อยลงจนเหลือแต่อาการไอแห้งๆ จึงค่อยกินอาหารที่ช่วยลดอาการไอ เช่น เม็ดแอพริคอต แปะก๊วย
น้ำมะนาว

แต่ถ้าจะให้ช่วยกำจัดอาการไอและเสมหะแบบทันที ท่าทางคงต้องใช้ยาสมุนไพรจีนแล้วค่ะ ได้แก่ สูตรลดเสมหะและสูตรหยุดไอ ซึ่งส่วนใหญ่คนไข้จะถามหาสูตรหยุดไอ เพรามักทรมานตอนที่อาการไอหลังจากหายหวัดแล้ว

คนจีนเรียกอาการแบบนี้ว่า ไอร้อยวัน ส่วนแพทย์แผนปัจจุบันเรียกว่า หลอดลมไวต่อการกระตุ้น หรือ Hyperreactive airway disease คือ มีลักษณะไอแห้งๆ ไม่ค่อยมีเสมหะ หรือถ้ามีเสมหะก็น้อยมาก และมักจะไม่ไอตลอดเวลา แต่ไอเป็นช่วงๆ เมื่อเจอสิ่งกระตุ้น เช่น สัมผัสกับลมเย็น ฝุ่นละออง

เมื่อไอมากๆ คนไข้จะเหนื่อย บางคนอาจต้องตื่นมาไอก็มีซึ่งรบกวนการนอนหลับ ทำให้รู้สึกเพลียระหว่างวัน สร้างความรำคราญ เพราะไม่หายสักที อย่างไรก็ตาม ควรให้หมอแผนจีนตรวจและจ่ายยาเพื่อความปลอภัย

แต่ว่าช่วงนี้ควรทำร่างกายให้อบอุ่นและหมั่นดื่มน้ำขิง เพื่อป้องกันไข้หวัดไว้ ดีกว่าปล่อยให้ป่วยแล้วมาแก้แน่นอนค่ะ

เรื่องโดย : พญ.ศรันยา กตัญญูวงศ์

Advertisements